Thursday, February 28, 2008

กลิ่นตัว (Body Odor)

กลิ่นตัว สาเหตุของกลิ่นตัว ผิวหนังของเราในชั้นหนังแท้จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันอยู่ ต่อมเหงื่อในร่างกายเรามีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ ต่อมเหงื่อน้ำใส เป็นเหงื่อน้ำใสๆ ที่ผุดตามผิวหนัง ฝ่ามือฝ่าเท้า แผ่นหลัง ต่อมเหงื่อชนิดนี้ไม่มีกลิ่น จุดสำคัญที่สุดของกลิ่นตัวคือต่อมเหงื่อน้ำข้น ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Aprocrine ซึ่งจะมีเฉพาะจุด เช่น ศีรษะ รักแร้ หัวนม อวัยวะเพศ ต่อมเหงื่อชนิดนี้ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีหน้าที่สร้างสารที่มีกลิ่นคล้ายฟีโรโมน สารชนิดนี้มีสีขาวขุ่น ในระยะแรกที่หลั่งออกมา จะไม่มีกลิ่น หลังจากถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังจึงทำให้เกิดกลิ่นเกิดขึ้น คนแต่ละคนจะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่คนเรามีประสาทจมูกไม่ไว จึงอาจจะแยกไม่ออก ทราบแต่ว่ามีกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ในสัตว์บางชนิด เช่น สุนัข ซึ่งมีประสาทจมูกดีมากจะสามารถแยกบุคคลได้ นอกจากนั้น กลิ่นตัวอาจแตกต่างตามเชื้อชาติ เช่น ในคนผิวดำจะมีกลิ่นตัวรุนแรงกว่าคนผิวขาว ซึ่งเกิดจากมีต่อมกลิ่นขนาดใหญ่และผลิตไขมันมาก กลิ่นตัวจะแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน ในช่วงเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่หนุ่มสาว ต่อมเหงื่อน้ำข้นก็จะเริ่มทำงาน และโปรตีนกับไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบของเหงื่อชนิดนี้จะถูกขับออกมาตามรูขุมขน เมื่อเหงื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเกิดการเน่าเปื่อยของหนังกำพร้า และมีกลิ่นตามมา โดยเฉพาะบริเวณที่มีขนและอับชื้น และมีการปรับองค์ประกอบบางอย่างในไขมันที่ขับออกมา



บริเวณที่มักเกิดปัญหาคือ หนังศีรษะ (เส้นผม) ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังเจริญได้ดี พวกแบคทีเรียต่างๆ มักจะเกาะอยู่บนไขมันที่ผิวหนังขับหลั่งออกมา จนเกิดเป็นกลิ่นผมหรือกลิ่นขี้หัว นอกจากนี้ผมยังมีคุณสมบัติในการเก็บและกระจายกลิ่นอีกด้วย อีกที่หนึ่งคือรักแร้ กลิ่นรักแร้นี้จะมาพร้อมกับขนที่งอกออกมาเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และกลิ่นจะแรงมากขึ้นเมื่อเป็นวัยรุ่น แม้จะทำความสะอาด้วยการอาบน้ำ ทาแป้ง หรือใช้โรลออนดับกลิ่นแล้วก็ปกปิดกลิ่นได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กลิ่นจะยังไม่หายไปอย่างถาวร นอกจากกลิ่นตัวจะมีสาเหตุจากธรรมชาติของร่างกายทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังแล้วยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คนเรามีกลิ่นตัว ซึ่งบางปัจจัยก็อาจหลีกเลี่ยงได้

สภาพอากาศ ในฤดูร้อน หรือภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยสลายเหงื่อที่หลั่งจากต่อม Aprocrine, ไขมันจากต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังได้เร็วขึ้น จึงทำให้กลิ่นตัวเกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงขึ้น

เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่หนาหรือผ้าบางชนิด เช่น ผ้าไยสังเคราะห์จะทำให้เหงื่อระบายช้า ผิวหนังจึงมีความอับชื้น ทำให้ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังเพิ่มขึ้น และเกิดกลิ่นตัวง่ายขึ้น

อารมณ์ อารมณ์เครียด โกรธ ตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อม Eccrine ใต้รักแร้ หน้าผาก และฝ่ามือหลั่งเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียที่ผิวหนังจึงมีจำนวนมากขึ้น

อาหาร เช่น อาหารที่มีสาร Choline สูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ และพืชประเภทฝักถั่วหรือพวกหัวหอม กระเทียม เครื่องเทศ หรืออาหารเผ็ดร้อน เค็มจัด หวานจัด หรือรับประทานอาหารซ้ำๆ ไม่เป็นเวลา ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมากขึ้นด้วย

โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคทางสมอง โรคตับ โรคไต มะเร็ง หรือการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น โรคฮ่องกงฟุตที่เกิดจากเชื้อรา เป็นสาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นที่เท้า

ภาวะผิดปกติทางระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบเผาผลาญอาหารบางชนิด ระบบการย่อยของเอนไซม์ ร่างกายจะสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่น และขับออกมาทางเหงื่อ

ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุของกล่นตัวได้ เช่น การใช้ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide ผสมอยู่บ่อยๆ


วิธีการป้องกัน
๏ อาบน้ำทำความสะอาดตัวอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยต้องอาบอย่างทั่วถึงทุกซอกทุกมุมในร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอับชื้นหรือข้อพับที่กล่าวแล้ว

๏ ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (Deodorants): ในกรณีที่อาบน้ำดีแล้วยังมีกลิ่นตัวก็ต้องแก้ไข โดยทำให้เหงื่อหรือไขมันออกน้อยลง เช่น การใช้ยาระงับเหงื่อทา หรืออาจใช้สารส้มทาก็ได้อีก ทางหนึ่งก็คือการทำลาย เชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคที่ผิวหนัง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักอยู่ในรูปของสบู่ หรือผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวอื่นๆ สารเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง จึงช่วยระงับกลิ่นตัวโดยเฉพาะ หรือการทายาปฏิชีวนะ เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งที่มีตัวยา นีโอไมซิน 0.5% ทาใต้รักแร้ทุกวันหลังอาบน้ำ หรือยาฆ่าเชื้อรา ในบางรายอาจต้องใช้การรับประทานยาร่วมด้วย

๏ ส่วนผสมของยาดับกลิ่นตัวที่มีจำหน่ายทั่วไป ส่วนใหญ่ประกอบด้วย สารยับยั้งการหลั่งเหงื่อ (Antiperspirants) ได้แก่ สารประเภทอลูมิเนียม หรือเซอร์โคเนียม ซึ่งอาจอยู่ในรูปของลูกกลิ้ง สเปรย์ เจลแท่ง หรือครีม สารพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับเหงื่อทำให้เกิดการอุดตันในท่อต่อมเหงื่อชนิด Eccrine จึงระงับการหลั่งเหงื่อ และลดความชื้นของผิวหนังใต้รักแร้ได้ โดยทั่วไปสารเหล่านี้จะทำให้ท่อของต่อมเหงื่ออุดตันอยู่ 2 -4 วัน จึงต้องใช้ทุกวันจึงจะได้ผลดี ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างก็คือ น้ำหอม ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นนั่นเอง แต่การใช้ยาดับกลิ่นก็มีข้อควรระวังอยู่นิด คือ อาจเกิดอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบได้

๏ ใช้เครื่องหอม น้ำหอม โอดิโคโลญ สบู่ หรือครีมอาบน้ำที่ผสมน้ำหอม กลิ่นหอมจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยกลบกลิ่นตัวได้

๏ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ดังที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว นอกจากนี้โภชนบำบัดอาจช่วยได้ คือ ใช้อาหารเสริม เช่น ธาตุสังกะสี วันละ 30 มก. วิตามินบี 6 วันละ 100 มก. หรือแมกนีเซียม ซึ่งกล่าวกันว่าช่วยกำจัดกลิ่นเหงื่อในบางรายได้

๏ จากที่กล่าวมาแล้วว่าโรคภายในบางอย่างก็อาจทำให้มีกลิ่นตัวแปลกๆ ได้ ดังนั้นถ้ามีกลิ่นตัวก็ควรหมั่นดูแลความสะอาดหรือถ้าไม่แน่ใจก็มาปรึกษาแพทย์ก็ได้นะคะ การรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การผ่าตัดเอาต่อมเหงื่อออกหรือการฉีดยาเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้วิธีการเหล่านี้เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือใช้วิธีต่าง ๆ ข้างต้นไม่ได้ผล ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะวินิจฉัยว่าวิธีใดเหมาะสม

No comments: