Monday, April 28, 2008

เลือกกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton)

เลือกกระเป๋าหลุยส์ วิตตอง...ให้ได้ของแท้แน่นอน
การจำแนกวิธีดูกระเป๋า หลุยส์ วิตติง ว่าเป็นของแท้ หรือของเทียม สามารถจะประมวลออกมาเป็นข้อๆ ว่า พอจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์พิจารณาว่าของจริงกับของเลียนแบบแตกต่างกันอย่างไรบ้าง ก็ คือดูคร่าวๆ ได้จาก

1. ดูจากขนาด เพราะของเลียนแบบแม้รุ่นเดียวกันแต่ขนาดจะต่างกันเล็กน้อย คือ ใบจะใหญ่กว่าหรือไม่ก็เล็กกว่าเสมอ เพราะขนาดของแท้เขาจะมีไซต์มาตรฐานกว่า รุ่นนี้กว้างยาวต้องเท่านี้เป๊ะๆ

2. ดูจากสีจะเพี้ยนไป เช่น สีแดงก็แดงจัดกว่าของจริง หรือสีน้ำเงินก็ซีดไปเล็กน้อย

3. ดูจากซิป ที่เวลาเปิดแล้วจะรู้สึกสะดุดไม่ลื่นเท่าที่ควร แล้วการวางซิปของจริงจะทำให้เปิดและหยิบของได้เหมาะและสะดวกมือ แต่ของปลอมจะทำไว้แคบๆ หยิบของไม่ถนัด หรือซิปที่ใช้จะไม่ใช่สเตนเลสแท้

4. ดูจากลายพิมพ์ เช่น รุ่นลายไม้ลายพิมพ์จะไม่คมชัด หรือลายพิมพ์ตารางหมากรุกจะพิมพ์ต่อกันไม่สนิทพอดีหรือต่อกันไม่เนี้ยบเหมือนของแท้

5. ดูจากซับในจะไม่เรียบร้อย กรเย็บตะเข็บจะไม่เนี้ยบเท่าของจริง เหมือนมีรอยยับพับซ้อนอยู่ของผ้าซับใน

6. ซีรีส์นัมเบอร์ ที่บอก วัน เดือน ปีที่ผลิตซึ่งของแท้ทุกใบจะมี

7. ดูจากใบการันตี เมื่อได้ใบการันตีก็สามารถโทร.เช็กที่ช็อปได้เลยว่าสินค้านัมเบอร์นี้ซื้อวันที่เท่านี้เป็นของจริงหรือไม่

8. ใช้ความรู้สึกและประสบการณ์ ซึ่งถ้าเราใช้ของพวกนี้ประจำ จับแล้วจะรู้ทันที ใช้ความรู้สึกวัดได้เลยแต่ถ้าจะให้แน่ใจ 100 เปอร์เซ็นต์ดีที่สุดก็คือการซื้อจากช็อปของหลุยส์ วิตตองโดยเฉพาะจะดีกว่า ถ้าจะซื้อตามร้านสินค้าแบรนด์เนมข้างนอกที่บอกว่าหิ้วมาเองจากต่างประเทศนั้น ก็ต้องหาร้านที่น่าเชื่อถือและไว้ใจได้จริงๆ


จากหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Wednesday, April 16, 2008

แตนทะเล (Sea wasp)

แตนทะเล เป็นสิ่งมีชีวิตที่ล่องลอยอยู่ในทะเล คือ กลุ่มของแพลงตอน อาจจะเป็นกลุ่มพวก nematocyte ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของสัตว์ใน phylum Cnidaria เช่นพวกปะการัง ซีแอนนิโมน ไฮเดรีย และ แมงกระพรุน

แตนทะเลเหล่านี้ จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า บางคนเมื่อโดนเข้าไปจะมีอาการแพ้ คัน เป็นผื่นขึ้น ควรเตรียม ยาแก้แพ้ "ไตรแอมโนโลน" หรือ "ไฮดรอกไซซีน" ไปทานแก้คัน แก้แพ้ ข้อสำคัญถ้าเริ่มรู้สึกว่าคัน รีบขึ้นจากน้ำบริเวณนั้นทันที

Thursday, April 10, 2008

กำจัดขน (Depilate)

วิธีการกำจัดขน

การโกน
ข้อดี คือง่าย เร็วและราคาถูก สามารถทำได้เอง เหมาะกับขนบริเวณขา รักแร้และแนวบิกินี มีดโกนที่ใช้ต้องสะอาดและคม
วิธีการ ก่อนโกนต้องทำให้เส้นขนเปียก แล้วใช้สบู่ โฟมหรือครีมสำหรับโกนขนทาให้ทั่ว

ข้อเสีย ขนจะขึ้นใหม่เร็วมากภายในเวลา 2 - 3 วัน ทำให้ผิวดูไม่เรียบนุ่มนวล ต้องทำทุกวัน อาจเกิดแผลจากมีดโกน หากไม่ระวัง หลังการโกนห้ามใช้เครื่องสำอางสัมผัสกับผิว เพราะจะอักเสบและ
ระคายเคือง อาจใช้แป้งเด็กหรือมอยเจอร์ไรเซอร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์หลังโกน เพื่อความนุ่มนวลได้


การถอนด้วยแหนบ
ข้อดี คือประหยัด ทำได้เอง เหมาะกับขนบริเวณรักแร้

ข้อเสีย จะถอนได้ไม่หมด ทำให้ผิวไม่เกลี้ยงเกลา แต่ขนจะขึ้นช้า ข้อควรระวังผิวบริเวณรักแร้บอบบางมาก การถอนแรงๆ อาจทำให้ผิวอักเสบเกิดเป็นตุ่มเหมือนหนังไก่ หลังการถอนห้ามใช้เครื่องสำอางทารักแร้


การถอนด้วยแวกซ์หรือขี้ผึ้ง
ปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบร้อนและแบบเย็น เหมาะกับขนที่ขา แนวบิกินีและคิ้ว
ข้อดี คือผิวจะเรียบนุ่มนวล ขนที่ขึ้นใหม่จะช้าเพราะเป็นการถอนเกือบถึงรากขน ผิวจะเรียบอยู่นาน 2 - 4 สัปดาห์

ข้อเสีย จะเจ็บมากเพราะต้องถอนย้อนแนวขน และขนที่งอกใหม่อาจงอกเข้าไปในเนื้อ ไม่ควรทำบ่อยเพราะจะอักเสบและระคายเคือง



การถอนด้วยสารเคมี (ครีมกำจัดขน)
ข้อดี คือทำได้ง่าย เร็ว ไม่เจ็บ แต่ควรทำเฉพาะบริเวณแขน ขา เพราะผิวไม่บอบบางมาก

ข้อเสีย มีกลิ่นเหม็นรุนแรงของสารเคมี และอาจทำให้ผิวแพ้ ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้ครีมชนิดนั้น การเลือกซื้อต้องเลือกที่มีฉลากภาษาไทยและข้อมูลถูกต้องครบถ้วน


การใช้เลเซอร์
ถ้าทำได้ตามกระบวนการจะกำจัดขนได้ถาวร แต่ต้องทำกับผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ซึ่งค่าบริการแพงมากและใช้ระยะเวลา

Monday, March 24, 2008

แต่งภาพ (PhotoScape)

PhotoScape is an all-in-one style photo editor with fun and ease of use. Major capabilities are: viewer, editor, batch editor, page, combine, animated GIF, print, screen capture, color picker, rename, raw converter, resizing, brightness/color/white-balance adjustment, backlight correction, frames, balloons, text, drawing pictures, cropping, filters, red eye removal and blooming. PhotoScape has been used for two years and is expanding its features continuously.

Wednesday, March 12, 2008

ซูโดกุ (SudOku)

ซูโดกุ ประกอบด้วยตารางขนาด 9x9 และมีตารางย่อยขนาด 3x3 ในบางช่องจะมีตัวเลขอยู่ซึ่งเป็นตัวเลขที่กำหนดมาให้ จุดประสงค์ก็คือ ให้เติมตัวเลขลงในช่องที่ว่างอยู่ 1 ตัวเลขต่อหนึ่งช่อง ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน จะประกอบไปด้วยเลข 1–9 ครบทุกช่อง โดยที่ตัวเลขจะไม่ซ้ำกัน และในแต่ละทอศทาง ก็จะไม่ซ้ำกันด้วย รวมถึงตารางย่อยก็ต้องมีเลข 1–9 โดยไม่ซ้ำกัน ดังนั้นคำว่า ตัวเลขเดี่ยว จึงเกิดขึ้นจากตารางเลขปริศนานี้

สรุปกฏกติกาได้ 3 ข้อดังนี้
ตาราง 4 x 4
1. ตัวเลขที่เติมในแนวนอน ต้องเติมเลข 1-4 และต้องไม่ซ้ำกัน
2. ตัวเลขที่เติมในแนวตั้ง ต้องเติมเลข 1-4 และต้องไม่ซ้ำกัน
3. ทุกตารางย่อย 2 x 2 ต้องเติมเลข 1-4 และต้องไม่ซ้ำกัน

ตาราง 6 x 6
1. ตัวเลขที่เติมในแนวนอน ต้องเติมเลข 1-6 และต้องไม่ซ้ำกัน
2. ตัวเลขที่เติมในแนวตั้ง ต้องเติมเลข 1-6 และต้องไม่ซ้ำกัน
3. ทุกตารางย่อย 2 x 3 ต้องเติมเลข 1-6 และต้องไม่ซ้ำกัน

ตาราง 9 x 9
1. ตัวเลขที่เติมในแนวนอน ต้องเติมเลข 1-9 และต้องไม่ซ้ำกัน
2. ตัวเลขที่เติมในแนวตั้ง ต้องเติมเลข 1-9 และต้องไม่ซ้ำกัน
3. ทุกตารางย่อย 3 x 3 ต้องเติมเลข 1-9 และต้องไม่ซ้ำกัน


วิธีการแก้ปัญหา
ในการแก้ปัญหาของตารางปริศนาตัวเลขนี้ จะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนคื อ Scanning , Marking up and Analysing

Scanning (มองกวาด หรือ ดูผ่าน ๆ ตา)
การมองกวาด จะเริ่มในตอนแรก จนถึงขั้นตอนของการแก้ปัญหา บางครั้งจะใช้การมองกวาดอยู่บ่อย ๆ ในขั้นตอนของการวิเคราะห์ ซึ่งเทคนิคในการมองกวาดมี 2 ขั้นตอนด้วยกันคือ

1. Cross-hatcing เป็นการ scan ไปตามแถวแนวนอนและแนวตั้ง เพื่อที่จะดูว่าแถวไหนมีตัวเลขอยู่และจะได้ตัดออกไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เร็ว เราจะ scan ตัวเลขตามลำดับ ตั้งแต่เลข 1 – 9
2. Counting การนับ 1 – 9 ในแถวแนวนอนและแนวตั้ง ในตารางย่อย และดูว่ามีตัวเลขไหนหายไป การนับที่ขึ้นอยู่กับตัวเลขสุดท้ายของการค้นพบ จะทำให้การค้นหานั้นเร็วขึ้น จะใช้ในกรณีที่ค่าของแต่ละช่องจะนับถอยหลัง , ในด้านตรงกันข้าม (ซึ่งจะใช้ในปริศนายาก ๆ ) ซึ่งจะต่างกับการ scanning ในแถวแนวตั้งและแนวนอน และในช่องย่อยว่ามีค่าไหนที่เราไม่เห็นแต่ยังเหลืออย

Marking Up
เมื่อเรา scan แล้วไม่สามารถจะเติมตัวเลขต่อได้ เราอาจใช้วิธีเรียกว่า การ Marking หรือการทำเครื่องหมายไว้ในช่องว่าง ซึ่งมี 2 วิธีที่นิยมกัน คือ การบันทึก (ทำเครื่องหมาย) และการเขียนเครื่องหมายไว้ข้างใต้

โดยที่ในการเขียนเครื่องหมายไว้ข้างในนั้น เราจะเขียนตัวเลขที่คิดไว้ว่าจะอยู่ในช่องนั้นอยู่ข้างใต้ช่อง แต่ข้อเสียของมันก็คือ ส่วนใหญ่แล้วตารางปริศนาที่มีอยู่ตามหนังสือพิมพ์นั้นจะเล็ก ไม่สามารถที่จะเขียนตัวเลขข้างใต้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้วิธีนี้ ก็อาจจะทำการ copy ตารางปริศนาตัวเลขให้ใหญ่ขึ้น หรืออาจติดใช้ดินสอเส้นเล็ก และกบ หรืออาจจะใช้ดินสอกดก็ได้

ในส่วนการทำเครื่องหมาย อาจจะแทนด้วยจุด เช่น จุดบนมุมซ้ายแทน 1 มุมขวาล่างแทน 9 ซึ่งการใช้จุดนั้นมีประโยชน์สำหรับตารางปริศนาเล็ก เพราะฉะนั้นการใช้เครื่องหมายแทนตัวเลขนั้นต้องใช้ความชำนาญ เพราะการจุดผิดที่ หรือจุดที่เกิดขึ้นจากความประมาทและความไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดความสับสนได้ เพราะฉะนั้นแนะนำว่าให้ใช้ดินสอในการทำเครื่องหมายจะดีกว่า

Analysing (การวิเคราะห์)
ในส่วนของการวิเคราะห์ มี 2 ขั้นตอน คือ การขจัด หรือตัดทิ้ง กับการ what – if

ในขั้นตอนของการขจัดหรือตัดทิ้ง จะตัดตัวเลขออกจากช่อง ที่มีตัวเลขอยู่แล้ว ซึ่งอาจเป็นช่องเดียวหรือหลายช่องก็ได้ เพื่อที่จะได้เหลือตัวเลขน้อยลง หลังจากที่ใส่ตัวเลขเพิ่มลงไปเราก็จะทำการมองผ่าน (Scanning) อีกครั้ง เพื่อที่จะดูว่าเมื่อใส่ตัวเลขไปแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือจะตัดอะไรออกได้อีกบ้าง เป็นขั้นเริ่มต้นของการตัดตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป

ใน set ของเลข 1 – 9 ผลสุดท้ายจะอยู่ในช่องที่ควรจะเป็น ซึ่งวิธีนี้เป็นวีที่ใช้ในการตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเราควรจะใส่ตัวเลขในช่องไหน หลังจากที่มีตัวเลขที่ให้มา ในแต่ละ set ซึ่งสามารถที่จะตัดตัวเลขที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากตารางย่อยได้

Thursday, February 28, 2008

ผู้ชายพลาสติก (Plastic Guy)

ผู้ชาย ยุคใหม่หันมาทำศัลยกรรมพลาสติกกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป เช่น บางคนทำเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน บางคนทำเพื่อให้สาวๆ เหลียวมอง ในขณะที่บางคนก็ทำเพื่อให้ความหนุ่มของตัวเองดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ตราบนานเท่านาน ไม่แน่ว่านาทีนี้ ปรากฏการณ์ ‘ผู้ชายพลาสติก’ อาจกลายเป็นคำตอบสุดท้ายของความสมบูรณ์แบบสำหรับหนุ่มๆ ในยุคสมัยนี้

ว่าแต่ คุณเคยสงสัยบ้างไหม ว่าผู้ชายอย่างเราๆ จะสามารถ Make Over หรือเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องไหนได้บ้าง ใบหน้า ดวงตา จมูก ฟัน ผม ไขมัน ไปจนถึงส่วนสำคัญส่วนนั้น เราได้หาคำตอบมาให้คุณแล้วว่า ผู้ชายสามารถจะ ‘เปลี่ยน’ ตัวเองได้กับอวัยวะส่วนไหนบ้าง คุณหมอและนวัตกรรมทางการแพทย์สามารถเปลี่ยนแปลงคุณได้เหมือนเนรมิต แต่โปรดอย่าลืมว่า การตัดสินใจอยู่ในมือของคุณเอง และบางอย่างที่ผ่านพ้นไปแล้ว มันเอากลับคืนมาไม่ได้ เสียแล้วเสียเลย!

ใบหน้า
Before ผิวหนังกับอายุมักเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน คนอายุมากผิวหนังบนใบหน้าจะเกิดริ้วรอยจนถึงขั้นยับย่น ในทางการแพทย์เรียกว่า ‘หน้าหย่อน’ ทั้งในส่วนผิวหนังบนใบหน้าและลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อ การดึงหน้าจะช่วยให้ใบหน้าแลดูกระชับ เพราะผิวหนังส่วนหย่อนยานถูกตัดออกไป แถมรอยตีนกาก็จางหายไปด้วย ความไม่มั่นใจในใบหน้าห่อเหี่ยวที่เกิดขึ้นตามวัยนั้นเป็นเหตุหลักที่ทำให้ผู้ชายตัดสินใจทำศัลยกรรม
After การดึงหน้า (Face Lifts) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ การดึงหน้าผาก ดึงหน้า (ผิวหนังเหนือระดับใบหูด้านหน้า) และดึงคอ (ผิวหนังด้านหลังใบหู) เมื่อตัดสินใจทำศัลยกรรม ใบหน้าจะถูกมาร์กจุดเปิดผิวหนังลง ซึ่งการดึงทั้ง 3 ส่วนจะถูกเปิดแผลแตกต่างกันไป อย่างการดึงหน้าผาก มีดจะกรีดลงไปบนผิวหนังศีรษะหลังไรผม 5 เซนติเมตร ถ้าไรผมสูงมาก การเปิดผิวหนังจะย้ายมาใกล้บริเวณไรผมแทน ส่วนการดึงหน้านั้นจะเปิดผิวหนังหลังใบหู และการดึงคอเปิดผิวหนังด้านหลังใบหูแทน หลังกรีดเปิดผิวหนังก็จะถลกผิวหนังออกแล้วค่อยๆ แซะและลัดเลาะไปตามผิวหน้า ยกผิวหนังขึ้นมาเพื่อตัดกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยอย่างกล้ามเนื้อหัวคิ้วที่มีผลให้เกิดการขมวดคิ้วจนเป็นรอยย่น แล้วเย็บซ้ำลงไปอีกรอบ เพื่อตรึงไม่ให้หย่อนอีก จากนั้นดึงผิวหน้าที่ถลกไว้ให้ตึงเหมือนขึงสะดึง ผิวหนังส่วนเกินจะถูกตัดออกทิ้งไป การเย็บบาดแผลจะเป็นไปตามจุดต่างๆ ที่ลงมีดกรีดตั้งแต่แรกเพื่อซ่อนรอยแผล หลังจากนั้นใช้เวลาพักฟื้นอีก 2 สัปดาห์หรือมากกว่านั้น เพื่อปรับตัวให้เข้ากับใบหน้าอันใหม่ (ราคาตกประมาณจุดละ 30,000-49,000 บาท)

จมูก
Before อวัยวะที่ผู้ชายทำศัลยกรรมเป็นอันดับ 2 คือ จมูก ซึ่งอยู่ในตำแหน่งทีโซนที่สร้างเสน่ห์เร้าใจให้เพศตรงข้ามเมื่อมองหน้ากัน ใครๆ เลยเชื่อว่าถ้ามีจมูกที่สวยเข้ารูปจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น เพราะจมูกของบางคนอาจเป็นจุดที่สร้างความอับอายถึงขั้นล้อเลียนในหมู่เพื่อนฝูง กลายเป็นปมด้อยที่ทำให้ต้องศัลยกรรมจมูกด้วยเช่นกัน
After การศัลยกรรมจมูก (Nose Reshaping) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ การเสริมจมูก การเหลาจมูกที่โก่งงอ และการตัดปีกจมูก เริ่มโดยฉีดยาชาที่สันจมูก แล้วใช้เครื่องมือแพทย์เจาะช่องเป็นโพรงเข้าไปด้านในจมูกเหนือกระดูก ถ้ามีกระดูกโก่ง งอ งุ้ม ต้องเหลาจมูกด้วยเครื่องมือคล้ายตะไบที่สอดเข้าไป แล้วถูเข้าๆ ออกๆ หลายครั้ง หรือไม่ก็ตัดกระดูกออก แต่ถ้าจมูกโก่งมาก การเหลากระดูกก็จำเป็นต้องผ่าแล้วเปิดจมูกด้านหน้าขึ้นมา แล้วทำการแต่งกระดูกบริเวณนั้นใหม่ ถัดมาก็ใช้เครื่องมือสอดเข้าไปแบะโพรงระหว่างผิวหนังกับกระดูกให้กว้างขึ้น ยกผิวหนังขึ้นแล้วเหลาซิลิโคนแท่งหรือใช้ซิลิโคนสำเร็จรูปสำหรับเสริมจมูก เสริมเข้าไปขณะผ่าตัด แล้วเย็บแผลเก็บไว้ด้านใน

ส่วนการตัดปีกจมูกคือการที่แพทย์ตัดเนื้อปีกจมูก โดยเฉพาะในกรณีคนที่ไม่พอใจกับจมูกบานใหญ่ของตัวเอง โดยกรีดร่องจมูกแล้วเปิดผิวหนังขึ้นมา จากนั้นตัดเนื้อส่วนปีกจมูกให้เหลือน้อยลง เย็บปีกจมูกให้เข้ารูป แล้วดึงหนังลงมาปิด ตัดหนังส่วนเกินทิ้งไป เย็บผิวหนังส่วนที่เหลือลงไปในร่องปีกจมูก ใช้เวลาในการผ่าตัด 3-5 ชั่วโมง และพักฟื้นอีก 1 สัปดาห์ กว่าที่พังผืด กล้ามเนื้อจะยึดเข้ากับซิลิโคน (ราคาเสริมจมูกตกประมาณ 9,900-14,900 บาท และตัดปีกจมูก 7,000 บาท)

จัดฟัน (Orthodontic)

ฟัน ไม่ได้ทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหาร หรือช่วยในการออกเสียงพูดให้ชัดเจนเท่านั้น ฟันยังช่วยรักษาโครงสร้างของใบหน้าให้ดูดีน่ามองอีกด้วย ผู้ที่มีฟันเรียงเป็นระเบียบ จะช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพ และสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่พบปะพูดคุยด้วย

แต่ก็ใช่ว่าจะโชคดีมีฟันที่เรียงเป็นระเบียบสวยงามไปเสียทุกคน บางคนอาจมีความผิดปกติ เช่น ฟันยื่น ฟันซ้อน หรือฟันเก ฟันห่างรวมทั้งการสบฟันที่ยื่นผิดปกติ สิ่งเหล่านี้จะสร้างปมด้อยและปัญหาหลายๆ อย่างให้แก่เจ้าของฟันได้ เช่น
1. ทำให้เสียบุคลิกภาพ และขาดความมั่นใจในตนเอง
2. ทำความละอาดได้ไม่ทั่วถึง ทำให้ฟันผุและเกิดโรคเหงือกได้
3. ทำให้เป็นอุปสรรคในการบดเคี้ยวอาหาร และมีโครงสร้างใบหน้าที่ผิดปกติ
4. ฟันที่ยื่นออกมา มักจะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ผู้ที่ประสบกับปัญหาดังกล่าว สามารถปรึกษาทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดฟัน เพื่อทำการแก้ไขให้ดีขึ้น โดยการจัดฟัน มีอยู่ด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. จัดฟันแบบถอดได้ ซึ่งส่วนมากจะทำในเด็ก ราคาประมาณ 4,000 - 6,000 บาท
2. จัดฟันแบบติดแน่น ซึ่งแบ่งออกเป็น
2.1 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นโลหะ ราคาประมาณ 35,000 - 45,000 บาท
2.2 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือทางด้านหน้าของฟัน ซึ่งใช้เครื่องมือที่เป็นเซรามิคหรือพลาสติก สีเหมือนฟัน ราคาประมาณ 55,000 - 70,000 บาท
2.3 แบบติดแน่นโดยติดเครื่องมือที่เป็นโลหะทางด้านในของฟัน ซึ่งมองไม่เห็นจากด้านหน้า ทำให้คนอื่นไม่ทราบว่าคุณจัดฟัน ราคาประมาณ 85,000 - 100,000 บาท

เรามาดูกันว่าทันตแพทย์มีวิธีในการจัดฟันอย่างไรบ้าง
ก่อนการติดเครื่องมือจัดฟันทันตแพทย์จะตรวจช่องปาก และสภาพฟัน ในกรณีที่มีฟันผุ ต้องอุดฟันให้เรียบร้อยก่อนรวมทั้งขูดหินปูนเพื่อสุขภาพฟัน และเหงือกที่สมบูรณ์ จากนั้นจึงดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้
1. ทันตแพทย์จะให้คุณพิมพ์ปาก และทำการเอกซเรย์ใบหน้าและฟัน เพื่อบันทึกการสบฟันก่อนจัดฟันและตรวจดูลักษณะของรากฟันกระดูกรองรับรากฟัน และลักษณะโครงสร้างใบหน้า
2. ทันตแพทย์าะนัดติดเครื่องมือจัดฟัน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลฟันหลังติดเครื่องมือแล้ว
3. ทันตแพทย์จะนัดเพื่อปรับเครื่องมือจัดฟันให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนเข้าในจุดที่ต้องการเดือนละ 1 ครั้ง
4. ทันตแพทย์จะทำการขูดหินปูน ขัดฟันและเคลือบฟลูออไรด์ทุก 6 เดือน

หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการจัดฟันแล้ว คุณควรดูแลรักษาความสะอาดของสุขภาพฟัน โดยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมือ และพบทันตแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพฟันที่ดีและแข็งแรงคงทนถาวร และสร้างความประทับใจในรอยยิ้มของคุณตลอดไป

กลิ่นตัว (Body Odor)

กลิ่นตัว สาเหตุของกลิ่นตัว ผิวหนังของเราในชั้นหนังแท้จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมันอยู่ ต่อมเหงื่อในร่างกายเรามีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ ต่อมเหงื่อน้ำใส เป็นเหงื่อน้ำใสๆ ที่ผุดตามผิวหนัง ฝ่ามือฝ่าเท้า แผ่นหลัง ต่อมเหงื่อชนิดนี้ไม่มีกลิ่น จุดสำคัญที่สุดของกลิ่นตัวคือต่อมเหงื่อน้ำข้น ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Aprocrine ซึ่งจะมีเฉพาะจุด เช่น ศีรษะ รักแร้ หัวนม อวัยวะเพศ ต่อมเหงื่อชนิดนี้ซึ่งจะเริ่มทำงานเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น มีหน้าที่สร้างสารที่มีกลิ่นคล้ายฟีโรโมน สารชนิดนี้มีสีขาวขุ่น ในระยะแรกที่หลั่งออกมา จะไม่มีกลิ่น หลังจากถูกย่อยโดยเชื้อแบคทีเรียซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังจึงทำให้เกิดกลิ่นเกิดขึ้น คนแต่ละคนจะมีกลิ่นเฉพาะตัว แต่คนเรามีประสาทจมูกไม่ไว จึงอาจจะแยกไม่ออก ทราบแต่ว่ามีกลิ่นเหม็นเท่านั้น แต่ในสัตว์บางชนิด เช่น สุนัข ซึ่งมีประสาทจมูกดีมากจะสามารถแยกบุคคลได้ นอกจากนั้น กลิ่นตัวอาจแตกต่างตามเชื้อชาติ เช่น ในคนผิวดำจะมีกลิ่นตัวรุนแรงกว่าคนผิวขาว ซึ่งเกิดจากมีต่อมกลิ่นขนาดใหญ่และผลิตไขมันมาก กลิ่นตัวจะแรงขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งเป็นอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ เมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยฮอร์โมน ในช่วงเปลี่ยนจากวัยเด็กสู่หนุ่มสาว ต่อมเหงื่อน้ำข้นก็จะเริ่มทำงาน และโปรตีนกับไขมันซึ่งเป็นส่วนประกอบของเหงื่อชนิดนี้จะถูกขับออกมาตามรูขุมขน เมื่อเหงื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย ก็จะเกิดการเน่าเปื่อยของหนังกำพร้า และมีกลิ่นตามมา โดยเฉพาะบริเวณที่มีขนและอับชื้น และมีการปรับองค์ประกอบบางอย่างในไขมันที่ขับออกมา



บริเวณที่มักเกิดปัญหาคือ หนังศีรษะ (เส้นผม) ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อมไขมันใต้ผิวหนังเจริญได้ดี พวกแบคทีเรียต่างๆ มักจะเกาะอยู่บนไขมันที่ผิวหนังขับหลั่งออกมา จนเกิดเป็นกลิ่นผมหรือกลิ่นขี้หัว นอกจากนี้ผมยังมีคุณสมบัติในการเก็บและกระจายกลิ่นอีกด้วย อีกที่หนึ่งคือรักแร้ กลิ่นรักแร้นี้จะมาพร้อมกับขนที่งอกออกมาเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และกลิ่นจะแรงมากขึ้นเมื่อเป็นวัยรุ่น แม้จะทำความสะอาด้วยการอาบน้ำ ทาแป้ง หรือใช้โรลออนดับกลิ่นแล้วก็ปกปิดกลิ่นได้เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น กลิ่นจะยังไม่หายไปอย่างถาวร นอกจากกลิ่นตัวจะมีสาเหตุจากธรรมชาติของร่างกายทำปฏิกิริยากับแบคทีเรียที่อยู่ตามผิวหนังแล้วยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกมากมายที่ทำให้คนเรามีกลิ่นตัว ซึ่งบางปัจจัยก็อาจหลีกเลี่ยงได้

สภาพอากาศ ในฤดูร้อน หรือภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว แบคทีเรียเหล่านี้จะย่อยสลายเหงื่อที่หลั่งจากต่อม Aprocrine, ไขมันจากต่อมไขมันและเซลล์ผิวหนังได้เร็วขึ้น จึงทำให้กลิ่นตัวเกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงขึ้น

เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่หนาหรือผ้าบางชนิด เช่น ผ้าไยสังเคราะห์จะทำให้เหงื่อระบายช้า ผิวหนังจึงมีความอับชื้น ทำให้ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังเพิ่มขึ้น และเกิดกลิ่นตัวง่ายขึ้น

อารมณ์ อารมณ์เครียด โกรธ ตกใจ จะกระตุ้นให้ต่อม Eccrine ใต้รักแร้ หน้าผาก และฝ่ามือหลั่งเหงื่อออกมามากขึ้น ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียที่ผิวหนังจึงมีจำนวนมากขึ้น

อาหาร เช่น อาหารที่มีสาร Choline สูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ตับ และพืชประเภทฝักถั่วหรือพวกหัวหอม กระเทียม เครื่องเทศ หรืออาหารเผ็ดร้อน เค็มจัด หวานจัด หรือรับประทานอาหารซ้ำๆ ไม่เป็นเวลา ล้วนแต่เร่งให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมากขึ้นด้วย

โรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน โรคเก๊าท์ โรคทางสมอง โรคตับ โรคไต มะเร็ง หรือการติดเชื้อที่ไม่ได้รับการรักษา เช่น โรคฮ่องกงฟุตที่เกิดจากเชื้อรา เป็นสาเหตุหลักของกลิ่นเหม็นที่เท้า

ภาวะผิดปกติทางระบบภายในร่างกาย เช่น ระบบเผาผลาญอาหารบางชนิด ระบบการย่อยของเอนไซม์ ร่างกายจะสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่น และขับออกมาทางเหงื่อ

ยาบางชนิด ก็เป็นสาเหตุของกล่นตัวได้ เช่น การใช้ยาทารักษาสิวทั่วไปที่มีส่วนผสมของ Benzoyl Peroxide ผสมอยู่บ่อยๆ


วิธีการป้องกัน
๏ อาบน้ำทำความสะอาดตัวอย่างสม่ำเสมอ: อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยต้องอาบอย่างทั่วถึงทุกซอกทุกมุมในร่างกายโดยเฉพาะบริเวณอับชื้นหรือข้อพับที่กล่าวแล้ว

๏ ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (Deodorants): ในกรณีที่อาบน้ำดีแล้วยังมีกลิ่นตัวก็ต้องแก้ไข โดยทำให้เหงื่อหรือไขมันออกน้อยลง เช่น การใช้ยาระงับเหงื่อทา หรืออาจใช้สารส้มทาก็ได้อีก ทางหนึ่งก็คือการทำลาย เชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรคที่ผิวหนัง เช่น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งมักอยู่ในรูปของสบู่ หรือผสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวอื่นๆ สารเหล่านี้จะช่วยลดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนัง จึงช่วยระงับกลิ่นตัวโดยเฉพาะ หรือการทายาปฏิชีวนะ เช่น ยาปฏิชีวนะชนิดขี้ผึ้งที่มีตัวยา นีโอไมซิน 0.5% ทาใต้รักแร้ทุกวันหลังอาบน้ำ หรือยาฆ่าเชื้อรา ในบางรายอาจต้องใช้การรับประทานยาร่วมด้วย

๏ ส่วนผสมของยาดับกลิ่นตัวที่มีจำหน่ายทั่วไป ส่วนใหญ่ประกอบด้วย สารยับยั้งการหลั่งเหงื่อ (Antiperspirants) ได้แก่ สารประเภทอลูมิเนียม หรือเซอร์โคเนียม ซึ่งอาจอยู่ในรูปของลูกกลิ้ง สเปรย์ เจลแท่ง หรือครีม สารพวกนี้จะทำปฏิกิริยากับเหงื่อทำให้เกิดการอุดตันในท่อต่อมเหงื่อชนิด Eccrine จึงระงับการหลั่งเหงื่อ และลดความชื้นของผิวหนังใต้รักแร้ได้ โดยทั่วไปสารเหล่านี้จะทำให้ท่อของต่อมเหงื่ออุดตันอยู่ 2 -4 วัน จึงต้องใช้ทุกวันจึงจะได้ผลดี ส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างก็คือ น้ำหอม ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นนั่นเอง แต่การใช้ยาดับกลิ่นก็มีข้อควรระวังอยู่นิด คือ อาจเกิดอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบได้

๏ ใช้เครื่องหอม น้ำหอม โอดิโคโลญ สบู่ หรือครีมอาบน้ำที่ผสมน้ำหอม กลิ่นหอมจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยกลบกลิ่นตัวได้

๏ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ดังที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว นอกจากนี้โภชนบำบัดอาจช่วยได้ คือ ใช้อาหารเสริม เช่น ธาตุสังกะสี วันละ 30 มก. วิตามินบี 6 วันละ 100 มก. หรือแมกนีเซียม ซึ่งกล่าวกันว่าช่วยกำจัดกลิ่นเหงื่อในบางรายได้

๏ จากที่กล่าวมาแล้วว่าโรคภายในบางอย่างก็อาจทำให้มีกลิ่นตัวแปลกๆ ได้ ดังนั้นถ้ามีกลิ่นตัวก็ควรหมั่นดูแลความสะอาดหรือถ้าไม่แน่ใจก็มาปรึกษาแพทย์ก็ได้นะคะ การรักษาอื่น ๆ ได้แก่ การผ่าตัดเอาต่อมเหงื่อออกหรือการฉีดยาเพื่อลดการทำงานของต่อมเหงื่อ ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้วิธีการเหล่านี้เฉพาะในรายที่มีอาการรุนแรง หรือใช้วิธีต่าง ๆ ข้างต้นไม่ได้ผล ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะวินิจฉัยว่าวิธีใดเหมาะสม

Wednesday, February 27, 2008

สิว (Acne)

สิว เป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (Sebaceous) ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันจะออกมาตามเส้นขน หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิดสิว สิวมีหลายชนิดที่พบบ่อยๆได้แก่ สิวธรรมดาหรือที่เรียกว่า Acne vulgalis สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบเป็นหนอง บางรายมีตุ่มหนองด้วย

ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิว
• ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดย
มากฮอร์โมนจะเริ่ม
สร้างเมื่ออายุ 11-14 ปีดังนั้นจึงพบสิวมากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
• การผลิตไขมันมากขึ้นและร่วมกับเซลล์ผิวหนัง และเชื้อแบทีเรียทำให้เกิดการอุดตันจนเกิดสิว
มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก
จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
• แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของสิว


ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวมากน้อย
• กรรมพันธ์
• การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิดสิว
• อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มัน หรือหวานจะเกิดสิวได้ง่าย
• อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
• อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
• การใช้เครื่องสำอางค์เป็นปัจจัยที่สำคัญในการเกิดสิว การเลือกสบู่ที่เหมาะกับสภาพผิวหนัง คนที่มีแห้งไม่
ควรจะใช้
สบู่ที่เป็นด่างอ่อน คนที่ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
• ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมัน
ก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
• การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
• ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น ยาคุมกำเนิด


ประเภทของสิว


A = ผิวหนังปกติ, B = สิวหัวดำ, C = สิวหัวขาว, D = สิวที่เริ่มเป็นตุ่ม, E = สิวอักเสบและเป็นหนอง

การรักษาสิว
• งดใช้เครื่องสำอางที่ทำให้เกิดสิว หรือเลือกเครื่องสำอางที่ถูกกับผิวหน้า
• หายาหรือครีมทาก่อนนอน ห้ามบีบหรือแกะสิวโดยเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้สิวลุกลาม
• อาหารสามารถรับประทานได้แต่ก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารที่มัน และหวานและก็อย่ารับมากจนอ้วน
• ห้ามถูหน้าแรงๆในขณะล้างหน้า ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งและใช้ผ้าซับเบาๆ
• คนที่หน้ามันให้ล้างหน้าด้วยสบู่อย่างน้อยวันละ 4 ครั้ง
• การเลือกยาทาสิวขึ้นกับชนิดของสิวซึ่งควรจะปรึกษาแพทย์
• การเลือกรับประทานยาขึ้นกับแพทย์ที่ดูแล


ยาสำหรับรักษาสิว
ยารักษาสิวมีทั้งชนิดทาภายนอกและชนิดรับประทาน สิวชนิดไม่รุนแรงหรือไม่มีการอักเสบมักจะใช้ยาทาภายนอก อาจจะใช้ชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดร่วมกัน ยารักษาสิวมักจะทำให้อาการดีขึ้นแต่ไม่หายขาด ยาที่ใช้รักษามีดังนี้
สบู่และน้ำ
การใช้สบู่อ่อนหรือสบู่ที่เป็นกลางหรือสบู่สำหรับใช้กับเด็กล้างด้วยน้ำสะอาดวันละ 2-3 ครั้งอย่าให้มากกว่านี้เพราะจะทำให้แห้งไปและอาจจะเกิดปัญหากับผิวหนังได้ สบู่ที่ใช้ไม่ควรจะเป็นด่างมากเกินไป และไม่ควรที่จะถูแรงๆเพราะจะทำให้ผิวหนังพกช้ำและเกิดปัญหา
Benzoyl peroxide
เป็นชนิดครีมหรือเจล 2.5% 5% 10% เมื่อทายาไว้บนผิวหนังปริมาณเชื้อและไขมันบนผิวหนังจะลดลง ยานี้จะมีระคายเคืองต่อผิวหนังจะทำให้ผิวหนังลอกหลุดเร็วขึ้น ทำให้ปริมาณหัวสิวลดลง ในระยะแรกของการใช้ยาอาจจะทำให้ผิวหนังแดงอักเสบจึงควรจะเริ่มใช้ยาในขนาดความเข็มข้นต่ำๆ ทาระยะเวลาสั้นเช่น 5-10 นาที แล้วล้างออก เมื่อผิวหนังทนต่อยาจึงเพิ่มความเข้มข้น และทาไว้นานขึ้นจนไม่ต้องล้างออก ทาวันละ 2 ครั้งเมื่อทาตามบริเวณลำตัวอาจจะทำให้สีเสื้อจางลง
Salicylic acid
กรดนี้จะช่วยละลายขุยทำให้สิ่งสกปรกหลุดออก แต่จะไม่ช่วยในการลดการสร้างไขมัน ยานี้จะต้องใช้อย่างต่อเนื่องเมื่อหยุดยาก็จะกลับเป็นใหม่
Sulfer
เป็นยาที่ใช้กันมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยมากต้องผสมกับสารชนิดอื่น เช่น alcohol,salicylic acid,resorcinol ยาชนิดนี้มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ แต่ยาทาส่วนใหญ่ก็มีตัวยานี้ผสม

สำหรับสมุนไพรหรือสารธรรมชาติก็ยังไม่มีหลักฐานว่าได้ผลสำหรับยาที่ควรจะปรึกษาแพทย์ไม่ควรจะซื้อยาเองได้แก่
• ยาทาที่เป็นปฏิชีวนะ
- Azelaic acid ยานี้จะลดประชากรของเชื้อ Propionibacterium และละลายขุย ยานี้ทำเป็นรูปครีม อาจจะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน
- Erythromycin solution 1-4% ออกฤทธิ์โดยการต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบ เมื่อใช้ร่วมกับ Bebzoyl peroxide จะทำให้ได้ผลดี
- Clindamycin phosphate solution 1%
- Tetracyclin เป็นยาทาตัวแรกๆที่ได้มีการนำมาใช้ทาเพื่อรักษาสิว แต่ปัจจุบันได้รับความนิยมลดลงเนื่องจากผลข้างเคียงของยา
- Sulfonamide ทำเป็นรูปสารละลายซึ่งยังมีการใช้ยาชนิดนี้อยู่
ยาทาชนิดอื่น
- อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอTretinoin เป็นยารักษาสิวที่ให้ผลค่อนข้างดีชนิดยาทาภายนอน ยาตัวนี้เป็นยาละลายขุยซึ่งทำเป็นรูปครีมหรือเจลความเข้มข้น 0.01-0.1% ยานี้จะมีอาการระคายเคืองต่อผิวหนังทำให้ผิวหนังแดง แห้ง ลอกเป็นขุยดังนั้นจึงต้องทายาในขนาดความเข้มข้นต่ำๆ เมื่อใช้ร่วมกับ Benzoyl peroxide ให้ใช้ Benzoyl peroxide ทาในตอนเช้า ส่วนวิตามินเอให้ทาก่อนนอน
- Adapalene เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ มีผลข้างเคียงเหมือนอนุพันธ์วิตามินเอ
- Tazarotene เป็นสารสังเคราะห์วิตามินเอ ยารับประทาน
ยาปฏิชีวนะ
- Tetracyclin เป็นยาที่ใช้รักษาสิวตั้งแต่อดีตจนปัจจุบันมักจะให้ในรายที่ผู้ป่วยเป็นสิวค่อนข้างมากตั้งแต่สิวที่เป็นหนอง โดยเริ่มต้น 500-1000 มิลิกรัมต่อวัน เมื่อดีขึ้นจึงลดขนาดของยาลง และอาจจะต้องให้ยาในขนาดต่ำเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ไม่ควรให้ยานี้ในเด็กและคนท้อง
- Erythromycin สำหรับผู้ที่ใช้ tetracyclin ไม่ได้เช่น เด็ก คนท้อง คนที่แพ้ยา tetracyclin
- Minocycline Doxycycline เป็นยาสังเคราะกลุ่ม tetracycline ห้ามใช้ในคนท้อง
ฮอร์โมน
- Estrogen เป็นฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจนทำให้มีการสร้างไขมันลดลง แต่การใช้ต้องระวังผลข้างเคียงเช่นมะเร็งเต้านม
- ยาคุมกำเนิด นิยมใช้รักษาสิวมากกว่า estrogen เดี่ี่ยวๆเนื่องจากผลข้างเคียงต่ำกว่า อาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน คัดเต้านม การใช้ยาคุมเมื่อการรักษาวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
Steroid
จะใช้ในกรณีที่เป็นสิวมาก ควรจะใช้ในระยะเวลาสั้นๆ เพราะหากใช้ในระยะเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อน
• Isotretinoin
เป็นยาที่ใช้ได้ผลสำหรับสิวที่ดื้อต่อยาหรือการรักษา เหมาะสำหรับสิวหัวช้าง cystic acne ยาชนิดรับประทาน Isotretinoin ใช้รักษาสิวชนิดดื้อต่อการรักษาชนิดอื่น ยานี้จะทำให้ไขมันและเชื้อลดลงจึงไม่เกิดสิว ยานี้มีผลข้างเคียงมากจึงไม่แนะนำให้ซื้อรับประทานเอง ผลข้างเคียงที่พบได้คือปากแห้ง ผิวแห้งแตก ผมร่วงปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ สำหรับคนท้องก็อาจจะทำให้เด็กเกิดมาพิการและแท้ง ผลข้างเคียงอื่นๆที่พบได้แก่ คลื่นไส้อาเจียนปวดข้อปวดกระดูก ปวดหัว การใช้ยานี้ต้องคุมกำเนิด และหากต้องการตั้งท้องต้องหยุดยานี้ 1 เดือน